โรงเรียนบ้านดอนเสาธง

หมู่ที่ 7 บ้านดอนเสาธง ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84340

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

081 0858522

การเลี้ยงลูกให้มีความสุข กับเทคนิคที่ควรรู้

เลี้ยงลูกให้มีความสุข

ปัจจุบันการเลี้ยงลูกให้มีความสุข และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพนั้น ประกอบไปด้วยหลายปัจจัย ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ เทคนิคสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ควรศึกษา และทำความเข้าใจ คือการให้ความสำคัญด้าน IQ ซึ่งเป็นตัวแทนค่าของความฉลาด การมีสติปัญญาที่ดี ในขณะที่ EQ จะเป็นคุณค่าทางด้านอารมณ์ การรู้ และเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น การมีทักษะสื่อสารที่ดี และความเห็นใจผู้อื่น ดังนั้น เมื่อความสุข ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กับเทคนิคดี ในการ เลี้ยงลูกให้มีความสุข ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปปรับใช้ ในการเลี้ยงลูกด้วย วิธีต่างๆ ดังนี้

เลี้ยงลูกให้มีความสุข ด้วยวิธีดังนี้

  1. ทำตัวเราเองให้มีความสุขก่อน และสร้างครอบครัวให้มีความสุข โดยปกติแล้วพ่อแม่สามารถสร้างความสุขจากตนเองได้ เพราะความสุขถือเป็นตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อครอบครัวที่มีความสุข พ่อและแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ลูกสามารถรับรู้และสัมผัสความสุขจากคนในครอบครัวได้นั่นเอง ในทางตรงข้ามหากลองนึกภาพถ้าพ่อแม่ทะเลาะกัน ขัดแย้งกันเกือบทุกเรื่อง ย่อมส่งผลต่อการความรู้สึกของลูกอย่างแน่นอน
  2. สอนให้รู้จักมองโลกในแง่บวก การมองโลกในแง่ดีนั้น จะก่อให้เกิดความสุขมาก เพราะเด็กที่มองโลกในแง่ดี มีโอกาสประสบความสำเร็จที่มากกว่า มีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดีกว่า สามารถจัดการกับความกังวลใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการสอนให้ลูกมองโลกในแง่ดี เป็นการช่วยให้เด็กรู้จักปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นได้ดี เพราะหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่สามารถปรับได้ที่คนอื่น แต่ต้องปรับจากมุมมองของตัวเราเอง ไม่ใช่มองแต่ด้านไม่ดีจนมองโลกในทางลบ เมื่อเด็กคิดบวกได้ย่อมมีพัฒนาการทางอารมณ์ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต ก็จะทำให้เขามีความสุขได้เช่นกัน
  3. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น การสอนที่ดีที่สุด คือการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือคนในครอบครัว เพราะเด็กจะซึมซับจากพฤติกรรมจากคนใกล้ชิด และแสดงออกมาโดยอัตโนมัติมากกว่าการสอนด้วยคำพูดใด ๆ ซึ่งรวมไปถึงการแสดงอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่เช่นกัน หากคุณพ่อคุณแม่เครียดหรือหงุดหงิด ก็อาจทำให้ลูกเครียดและทำกิริยาก้าวร้าวออกมาได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลตัวเองและควบคุมอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ
  4. เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูก การให้คำชมและการให้รางวัลอย่างเหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ลูกมีพฤติกรรมดีต่อเนื่องแล้ว ยังเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูก รู้สึกว่าถึงความมีคุณค่าของตัวเอง และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
  5. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน ๆ และคนรอบข้าง บุคลิกภาพที่เหมาะสม มีผลต่อการเข้าสังคมของเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีโอกาสได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม จากทั้งเพื่อนๆ และคนรอบข้าง รวมถึงได้พัฒนาทักษะด้านอารมณ์ที่เฟมาะสม เพราะจะช่วยให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รู้จักระเบียบวินัย การแบ่งปัน การควบคุมอารมณ์ และมีทัศนคติต่อการใช้ชีวิตที่ดี ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการดำเนินชีวิตในอนาคต
  6. ให้อิสระตามวัย และ ให้โอกาสในการตัดสินใจ ไม่ควรบังคับให้ลูกคิดและเชื่อตามตัวเอง ควรให้เพียงข้อมูลและเปิดโอกาสในการตัดสินใจให้ลูกทำด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามปัญหาของสังคมในยุคนี้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้อิสระลูก จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกด้วย
  7. ส่งเสริมให้ลูกรู้จักคิดอย่างมีหลักการและเหตุผล กระตุ้นให้ลูกรู้จักคิดหาเหตุผล เพราะเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง ในการใช้เหตุผลสามารถช่วยให้ลูกมีวิธีคิดที่เป็นระบบ ทำให้ลูกได้มีโอกาสคิดถึงผลของการกระทำอย่างรอบคอบ สิ่งเหล่านี้หากส่งเสริม และฝึกให้คุ้นเคยจะทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีเหตุผลในการดำเนินชีวิต
  8. ส่งเสริมให้ลูกมีจินตนาการ และ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรส่งเสริม ให้ลูกมีความสุข จากการสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากลูกต้องเรียนรู้จากสถานการณ์ที่หลากหลายและแปลกใหม่ การสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย จึงเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ของลูกในโลกปัจจุบัน เพื่อสร้างความสุขผ่านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ลูกได้อีกทางหนึ่ง

การเลี้ยงลูกสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ ไม่เพียงแค่ให้ความรู้ แต่ต้องทำให้ลูกมีความสุข ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการของลูก ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ กับเทคนิคต่างๆ ในการเลี้ยงลูกให้มีความสุข ที่พ่อแม่สามารถนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูกได้

อ่านบทความดีๆจากทาง โรงเรียน ได้ที่ นานาสาระ

อัพเดทล่าสุด

การทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดปัจจัยเชิงบวก เช่น การสื่อสาร ประสิทธิภาพการทำงาน ความไว้วางใจ และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือวิธีส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบัน คณาจารย์ และนักศึกษา