โรงเรียนบ้านดอนเสาธง

หมู่ที่ 7 บ้านดอนเสาธง ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84340

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

081 0858522

สอนลูกให้มีระเบียบวินัย จะไม่ไม่ใช่เรื่องยาก

สอนลูกให้มีระเบียบวินัย

ลูกเราไม่น่ารักสำหรับทุกคนนี้เป็นคำพูดที่ได้ยินกันทั่วไปและเราคงปฏิเสธไม่ได้ แต่เราสามารถ สอนลูกให้มีระเบียบวินัย เพื่อให้เป็นที่รักของคนส่วนใหญ่ได้ ด้วยวิธีต่างๆดังนี้

สอนลูกให้มีระเบียบวินัย ด้วยขั้นตอนดังนี้

1. สอนให้ลูกรู้จักกาละเทศะ

รู้จักกาละเทศะ เริ่มต้นง่ายๆที่คมพูด กับสามคำที่คุณควรสอนให้ลูกเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มพูดได้ นั่นคือคำว่า

“สวัสดี” พร้อมการยกมือไหว้ เมื่อพบปะผู้คน

“ขอโทษ” พร้อมการยกไหว้ เมื่อทำความผิด

“ขอบคุณ” พร้อมยกมือไหว้เมื่อได้รับของจกผู้ใหญ่

คำพูดเหล่านี้จะทำให้ผู้ใหญ่ที่พบเห็นลูกของคุณ รู้สึกรักและเอ็นดูในความอ่อนน้อม รวมถึงความมีมายาท ที่คุณแม่คุณพ่อช่วยกันสอนลูกตั้งเล็กๆ ในวัยที่เริ่มพูดได้ สอนลูกพร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์การ โดยใช้คำเหล่านี้เพื่อให้ลูกเข้าใจและแสดงตัวอย่างให้ดู รวมทั้งการสอนให้มีกาละเทศะ พูดจาไพเราะ ไม่พูดจากหยาบคาย เพราะในวัยเด็กตั้งแต่ 3 ขวบเป็นต้นไปจะเป็นวัยที่ลูกเริ่มเรียนรู้และเลียนแบบ อย่าพูดจากหยาบคายต่อหน้าลูก

2. สอนให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง

อย่านึกว่าเด็ก ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ของตัวเองง่ายๆได้  เช่น การจัดที่นอนหลังตื่นนอนทุกเช้า การถอดเสื้อผ้า หรือชุดนอนใส่ตระกร้าผ้าซัก การแปรงฟัน การอาบน้ำหรือการแต่งตัวด้วยตนเอง เพียงแค่คนในครอบครัวต้องคอยสอดส่อง และให้ความช่วยเหลือ ต้องหมั่นสั่งสอนลูกไปเรื่อยๆ เป็นประจำ และมีความอดทน อย่าคาดหวังมากในระยะแรก คุณแม่ต้องมีความใจเย็น ค่อยๆ สอนเพื่อให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ และซึมซับ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองได้ในที่สุด

3. สอนให้ลูกช่วยงานบ้าน

เด็กๆ ก็ควรเริ่มสอนให้ช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ตามช่วงวัย เช่น การช่วยจัดโต๊ะทานอาหาร ช่วยเก็บจาน เก็บแก้วน้ำหลังการใช้งาน ช่วยเก็บกวาดและทำความสะอาดบ้าน  หรือขนมที่ลูกทำร่วงลงพื้น  การทำงานบ้านพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้เด็กๆสามารถช่วยคุณได้ เราต้องสั่งสอนให้ลูกรู้สึกสนุกสนานไปกับการช่วยทำงานบ้าน ไม่ใช่การบีบบังคับ และหวังผลว่าลูกน้อยจะสามารถทำได้อย่างมีระเบียบเรียบร้อยเหมือนผู้ใหญ่ เราเพียงเริ่มสอนวินัย และให้ลูกเรียนรู้ในงานที่สามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้ ที่สำคัญห้ามดุด่าเมื่อลูกทำไม่ถูกใจคุณ

5. จัดแบ่งเวลาสันทนาการ

สิ่งที่เข้ามาในชีวิตเด็กๆยุคนี้คือ  คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเลี้ยงลูก ในเวลาที่คุณแม่อาจจะวุ่นว่ายอยู่กับการทำงานบ้าน ยิ่งในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด -19 การเรียนออนไลน์ทำให้เด็กที่เริ่มเข้าสู่วัยเรียนใกล้ชิดกับการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือมากขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั่นคือ ลูกจะดูการ์ตูนและเล่นเกม  คุณแม่คุณพ่อต้องตั้งกฏเกณฑ์ และสอนลูกให้แบ่งเวลาในการดูการ์ตูน หรือเล่นเกมโทรศัพท์มือถือ  เช่น เล่นได้ 30 นาทีหลังจากทำการบ้านเสร็จ หรือหลังจากทานข้วแล้ว ในแต่ละวันจะเล่นได้กี่ครั้ง ครั้งละกี่นาที รวมทั้งสอนให้ลูกสลับสับเปลี่ยนทำกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ ด้วย เช่น การวิ่งเล่น การขี่จักรยาน การออกกำลังกาย การเล่นของเล่น หรือการอ่านหัดอ่านหนังสือภาพ อยู่ให้เด็กๆหมกมุ่นอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว จะส่งผลให้ลูกไม่มีพัฒนาการและทักษะตามวัยที่ควรจะเป็น

6. สอนให้ลูกน้อยการรักษาสัญญา รักษาคำพูด และเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่

อีกหนึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ลูกของเราเริ่มรับผผิดชอบตัวเองได้คือ การรักษาสัญญา รักษาคำพูด และเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ สัญญาต่างๆ เพราะคำพูดที่ออกจากเด็ก อาจเป็นเพียงการพูดให้ผ่านๆไป ไม่จริงจังหรือจับต้องไม่ได้ ดังนั้นการสอนให้ลูกรู้จักและรักษาสัญญา และรักษาคำพูดจึงเป็นการสอนทีต้องใช้ความพยายาม ความอดทนสูง เช่นเดียวกับการสอนให้ลูกเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่เล็กๆ นั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ ต้องสอนให้ลูกรู้จักว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ หากเราทำได้ ลูกน้อยปฏิบัติตามคำสอน นั่นแปลว่าลูกน้อยจะกลายเป็นเด็กที่เชื่อฟังและมีวินัยที่ดีในอนาคต

7. สอนให้ลูกรู้จักการ รอ

อีกคำหนึ่งที่สำคัญในการสอนวินัยให้ลูกรักคือ การสอนให้เด็กน้อยรู้จักคำว่า “รอ” รู้จักความอดทน พร้อมยกตัวอย่างให้ลูกได้เห็น เด็กสมัยนี้มักหมดความอดทนได้ง่ายๆ ยิ่งลูกคนเดียวที่คุณพ่อคุณแม่ตามใจเพราะความรัก มีอะไรที่ลูกอยากได้ ต้องได้ ต้องรีบให้กลัวลูกไม่รัก อันนี้เป็นการสปอยด์เด็กและทำให้ลูกน้อยติดนิสัย เติบโตขึ้นไปจะลำบาก สอนให้ลูกอดทนและรอคอยสักนิด ผิดหวังสักหน่อยในบางครั้ง ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และไม่ถือเป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก

อ่านบทความดีๆจากทางโรงเรียน ได้ที่ รีวิวภูเก็ต

อัพเดทล่าสุด

การทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดปัจจัยเชิงบวก เช่น การสื่อสาร ประสิทธิภาพการทำงาน ความไว้วางใจ และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือวิธีส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบัน คณาจารย์ และนักศึกษา