โรงเรียนบ้านดอนเสาธง

หมู่ที่ 7 บ้านดอนเสาธง ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84340

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

081 0858522

ปราบเด็กดื้อ เอาแต่ใจ

ปัญหานี้คุณพ่อคุณแม่เพลียกันไปเป็นแถบๆ ร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำไมลูกฉันดื้อจัง ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว โดยในเด็กแต่ละวัยมีการแสดงออกของความก้าวร้าวไม่เหมือนกัน กล่าวคือ วัยทารก จะแสดงออกเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการทางร่างกาย เช่น หิว หงุดหงิด หรือรู้สึกไม่สบายตัวก็จะร้องไห้ทันที วัยเตาะแตะ จะแสดงความต่อต้านโดยการลงไปนอนดิ้นกับพื้น ทุบตีพ่อแม่ หรือกัดตัวเอง ส่วน วัยอนุบาล จะเริ่มแสดงความก้าวร้าวออกมาทางคำพูด อาจมีคำพูดหยาบคาย หรือคำพูดทำให้พ่อแม่เสียใจ เช่น ไม่รักแม่แล้ว ให้แม่ไปไกลๆ เป็นต้น ดังนั้นพ่อแม่ควรรู้จักกลไกการเกิดความก้าวร้าว วิธีการจัดการ และการป้องกันพฤติกรรมของเด็กดื้อ เอาแต่ใจ ก้าวร้าวอาละวาด เพื่อช่วยปรับพฤติกรรม และ ปราบเด็กดื้อ ได้อยู่หมัด

“ความดื้อ” คือพัฒนาการตามวัยของเด็กอย่างหนึ่ง การที่เด็กเล็กวัย 0-6 ปี แสดงอาการต่อต้านพ่อแม่ เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตและพัฒนาการของเขา ลูกกำลังทดสอบกรอบที่พ่อแม่วางไว้ เพื่อดูว่าตัวเองอยู่ในภาวะที่เข้มงวดแค่ไหน การที่เด็กวัยนี้ดื้อไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย การทดสอบขีดจำกัดเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงการเติบโตทางจิตใจว่าลูกของคุณกำลังคิดด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะใช้เหตุผล และตัดสินใจเลือก ในฐานะพ่อแม่คุณควรรู้ให้ทันพัฒนาการของลูกน้อย และเตรียมตัวเตรียมใจรับมือให้เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยนั้นๆ และช่วยให้ลูกปรับตัวจากเด็กดื้อกลับมาเป็นเด็ก มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง รู้สึกมั่นคง ปลอดภัย สามารถใช้ชีวิตทั้งในบ้านและสังคมนอกบ้านได้อย่างมีความสุข

ปราบเด็กดื้อ

กลไกการเกิดความก้าวร้าวในเด็ก
1.เกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมทั้งจากบุคคลในครอบครัว โรงเรียน สังคมใกล้ชิด และสื่อต่างๆ
2.ขาดการเรียนรู้และฝึกฝนให้ควบคุมอารมณ์โกรธด้วยวิธีที่เหมาะสม
3.ในเด็กที่ต้องเผชิญกับความก้าวร้าวบ่อยๆ จะเกิดความกลัวจึงพยายามต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอง และใช้ความก้าวร้าวในการแก้ปัญหา

ปราบเด็กดื้อ ด้วยเทคนิคเพิกเฉย

การเพิกเฉยขณะที่ลูกร้องไห้เอาแต่ใจ เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การควบคุมตนเอง ไม่ใช่การทอดทิ้งลูก และบ่อยครั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้สงบสติอารมณ์ตนเองด้วยเช่นกัน การพยายามโอ๋ลูกมากเกินไปอย่างที่พ่อแม่หลายคนชอบทำ นอกจากไม่ช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองแล้ว ยังส่งผลเสียต่อพ่อแม่ เพราะเด็กจะมองไม่เห็นความชัดเจนของการเป็นผู้นำและไม่เห็นความเข้มแข็งของเรา โดยเทคนิคเพิกเฉยประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้

  • ขั้นที่ 1 สงบสติอารมณ์ เริ่มจากตัวคุณเองต้องอารมณ์เย็นเสียก่อน (เทคนิคนี้ห้ามทำตอนเรามีอารมณ์ เพราะจะกลายเป็นเราทอดทิ้งลูก)
  • ขั้นที่ 2 มองหน้าลูก คุณต้องมองหน้าสบตาลูกให้ได้ และพูดด้วยเสียงนิ่งสงบ สีหน้าเรียบอย่างจริงจัง “แม่จะรอหนูเงียบ เราถึงจะคุยกัน”
  • ขั้นที่ 3 เพิกเฉยลูก ต่อมาให้คุณเพิกเฉยลูก ทั้งคำพูด ท่าที สายตา ไม่พูดซ้ำว่าลูกต้องเงียบ เพราะจะไม่เป็นการเพิกเฉยจริงๆ รวมทั้งไม่เช็ดน้ำตาหรืออุ้ม ถ้าลูกพยายามเข้ามาให้กอดหรือให้อุ้ม ก็ควรลุกขึ้นยืนและหันไปทำอย่างอื่นแทน แต่ห้ามมีท่าทีทอดทิ้งลูกไป ต้องเป็นท่าทีว่าเรามีงานอื่นที่ต้องทำ หากเราหวั่นไหวและลูกก็สามารถจับได้ ให้เบี่ยงเบนตัวเองออกจากตรงนั้น ด้วยการหางานง่ายๆ ใกล้ตัวแทน เช่น พับผ้า ล้างจาน

กรณีที่ลูกทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายคนอื่น รวมทั้งการทำลายข้าวของ อนุญาตให้หยุดเพิกเฉยชั่วคราว ถ้าลูกทำเช่นนั้นให้จับมือลูกให้กระชับ ประมาณ 10 วินาที และมองหน้าลูกพร้อมพูดด้วยเสียงเรียบนิ่งว่า “ไม่ตีแม่/ไม่โยนของ” แล้วแกะของออกจากมือ จากนั้นปล่อยมือลูกและเฝ้าดูอีกสักครู่ หากลูกลุกขึ้นมาตีหรือโยนของอีกให้ทำซ้ำแบบเดิมจนกว่าลูกจะหยุด แล้วให้กลับไปเพิกเฉยต่อ

  • ขั้นที่ 4 กลับไปหาลูก เมื่อลูกเงียบแล้ว ให้คุณกลับไปหาลูก จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องเข้าไปหาลูกเพื่อตอกย้ำเขาว่า เขาจะได้รับความสนใจก็ต่อเมื่อมีพฤติกรรมที่ดี เงียบ แต่จะถูกเพิกเฉยเมื่อมีพฤติกรรมร้องไห้เอาแต่ใจ โดยควรพูดกับลูกดังนี้
    • “ชม” ให้ชมลูกแบบบรรยายพฤติกรรม เช่น “หนูเงียบแล้ว หนูเก่งค่ะลูก”
    • “คุย” ถามลูกว่า “เมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้ทบทวนเรื่องราวด้วยตัวเองก่อน ซึ่งจะช่วยให้ลูกเข้าใจตัวเองได้ดีกว่าการรอคำสอนอย่างเดียว และยังเป็นการกระตุ้นความฉลาดด้านการเข้าใจตนเองของลูกไปด้วยในตัว แต่หากลูกยังเล็ก และตอบไม่ได้ เราจะต้องเป็นคนค่อยๆ เรียบเรียงเรื่องให้ลูกเข้าใจ เช่น ถ้าลูกเพิ่งจะอายุ 1 ขวบ ขั้นตอนการกลับไปหาลูกจะต้องสั้นและกระชับมาก แต่จะมาโดดเด่นตอนตบบวก เพื่อให้ลูกเชื่อมโยงได้ง่ายขึ้นว่า เวลาที่ร้องไห้งอแงแล้วเงียบ พ่อแม่ถึงจะมาเล่นด้วย
    • “ตบบวก” คือการหากิจกรรมที่ลูกชอบให้เขาทำเพื่อเป็นการปลอบลูก เช่น เล่านิทานให้ฟัง เล่นด้วยกัน แต่ไม่แนะนำให้เป็นสิ่งของ เพราะเด็กอาจเชื่อมโยงการหยุดร้องไห้กับการได้สิ่งของแทน
      โดยทั่วไปเมื่อเริ่มทำในครั้งแรก การร้องไห้จะรุนแรงขึ้นและยาวนานกว่าปกติที่ลูกเคยงอแง แต่ไม่ต้องตกใจ เข้าใจผิด คิดว่าเราทำอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือเปล่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะลูกรู้สึกได้ว่าพ่อแม่ไม่ง่ายเหมือนเดิม จึงแสดงอาการมากขึ้นเพื่อเรียกร้องให้เรากลับไปตอบสนองเขาแบบเดิม ขอให้อดทนไว้ก่อน อย่าใจอ่อนง่ายๆ เพราะครั้งต่อๆ ไป อาการของเขาจะเบาลงเรื่อยๆ

อ่านบทความดีๆจากทางโรงเรียน ได้ที่ นานาสาร

อัพเดทล่าสุด

การทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดปัจจัยเชิงบวก เช่น การสื่อสาร ประสิทธิภาพการทำงาน ความไว้วางใจ และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือวิธีส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบัน คณาจารย์ และนักศึกษา