โรงเรียนบ้านดอนเสาธง

หมู่ที่ 7 บ้านดอนเสาธง ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84340

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

081 0858522

ความสุขสบายของเด็ก

ความสุขสบายของเด็ก
Two Asian girls playing with smart phone

ทุกวันนี้ มีเด็กจำนวนมากที่ยังมิได้รับความสุขสบายที่สมควร และเพียงพอ นั่นคือความสุขของพวกเขาส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่พ่อแม่กำหนด เช่น ความสำเร็จที่พวกเขาได้รับ เกิดจากการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ หรือใบรับรอง ถ้วยรางวัล จากการชนะการแข่งขันและรางวัล สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองได้วางแผนให้กับเด็กๆ แต่ ความสุขสบายของเด็ก คืออะไร

ความสุขสบายของเด็ก

สามารถสังเกตุได้จากลูกที่ไม่ค่อยหัวเราะแต่ร้องไห้ง่าย และกังวลว่าเมื่อเด็กๆ โตขึ้นจะกลายเป็นเด็กเก็บกด จนเพิกเฉยต่อทัศนคติ และการกระทำที่ได้กล่าวมาแล้วเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ลูกของคุณกลายเป็นเด็กดื้อรั้น อารมณ์รุนแรง ไม่เป็นมิตร และมองโลกในแง่ร้าย คิดว่าถูกใช้งาน ถูกทำร้ายตลอดเวลา แต่แล้วความสุขสำหรับเด็กคืออะไร ?

1. ได้กินอาหารตรงเวลาและพอเพียง แม้จะดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่หากปล่อยให้เด็กต้องทนหิวท้องร้อง เพียงเพราะเราไม่ได้เตรียมอาหารให้เด็กๆ ในเวลาที่เหมาะสม หรือเด็กต้องอดกินอาหารว่าง หรือต้องรอ 2 – 3 ชั่วโมง คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ เพราะการกินอาหารตรงเวลา มีส่วนในความก้าวหน้า และก็การเติบโตของสมอง รวมถึงการควบคุมอารมณ์

2. การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ เด็กบางคนบางทีอาจอยากนอนมากกว่าบุคคลอื่น การนอนหลับเป็นการช่วยพักผ่อนทั้งร่างกาย อารมณ์ เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอ ความเบิกบานสำหรับเด็กมีส่วนในการเจริญเติบโตของสมอง และพัฒนาสติปัญญาเด็กๆ แต่หากเด็กไม่ได้รับการพักผ่อนเพียงพอ อาจทำให้หงุดหงิดง่าย งอแง เฉื่อยช้า ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ และไม่สามารถทำกิจกรรม หรืองานที่ได้รับมอบหมาย การนอนให้ตรงเวลาและเพียงพอจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ

3. การเล่นอิสระโดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่ชี้แนะ การที่เด็กได้เล่นตามจินตนาการและก็ความคิดริเริ่มของตนเอง เช่น เล่นไม้บล็อก วาดภาพ เล่นสี เล่นทราย เล่นน้ำ โดยการตั้งกฎข้อตกลงในแบบของตน จะช่วยให้เด็กมีความสุขมากกว่า การจัดตารางให้เด็กๆทำ เพราะกิจกรรมที่มากเกินไป จะกลายเป็นกรอบและการบังคับเด็ก จนไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง

4. ปล่อยให้เด็กๆ ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองออกมาบ้าง เมื่อเด็กโกรธ รวมทั้งตะคอกออกมา พวกเรามักจะห้ามรวมทั้งบอกให้เด็กหยุด หรือร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ เราก็มักจะห้ามไม่ให้เด็กร้องไห้ โดยไม่ได้คิดถึงเด็ก แต่ลองคิดถึงตัวเราเองเมื่อรู้สึกโกรธ หรือเศร้า พวกเราเองก็ต้องการจะร้องไห้และก็ตวาดออกมาให้สุดเสียง อยากเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว ในเด็กเองก็เป็นเช่นเดียวกัน ฉะนั้นควรให้โอกาสเด็กได้แสดงอารมณ์และปลดปล่อยมันออกมาบ้าง เพราะการบังคับและควบคุมอยู่ตลอดเวลาจนไม่มีที่ระบาย จะกลายเป็นการเก็บกดและสร้างปัญหาในระยะยาว

5. ให้โอกาสเด็กได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ บิดามารดาอยากที่จะให้ลูกได้รับแต่ว่าสิ่งดีๆเสมอ แต่ส่วนใหญ่เป็นการเตรียมการที่พ่อแม่เลือกไว้ให้แล้ว เช่น ให้ทำกิจกรรมต่างๆที่มีความคิดว่ามีสาระเพียงแค่นั้น ให้ทานอาหารที่มีคุณค่าเท่านั้น แต่ควรให้เด็กๆ เลือกตัวเลือกของเขาเองบ้าง เช่น การเลือกเสื้อผ้าเอง เลือกร้านอาหรที่จะทานอาหารร่วมกัน หรือให้เลือกกิจกรรมพิเศษนอกเวลาเรียนด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้เด็กกล้าที่จะตัดสินใจ และมีความภาคภูมิใจ

6. ทำให้เด็กๆแน่ใจว่าเราได้ยินในสิ่งที่เขาพูด เด็กมีความรู้และความเข้าใจในการรับทราบความรู้สึก โดยเฉพาะของพ่อแม่ แม้จะเป็นเด็กเล็ก ในวัยคลาน พวกเขาสามารถบอกได้ว่า บิดามารดามีอารมณ์เป็นยังไงดีไหม ลูกอาจอยากพูดหลายสิ่งหลายอย่างให้พ่อแม่ได้ฟัง แต่หากพ่อแม่ปิดกั้นความคิดของเขา หรือขัดจังหวะการพูดลูก จะทำให้เด็กกลัวไม่กล้าพูด และกลายเป็นเด็กเก็บกดไป หรือเลือกที่จะปรึกษาเพื่อนแทน ดังนั้นการทำให้ลูกรู้ว่าเราตั้งใจฟังทุกอย่างที่เขาพูด และใส่ใจในทุกคำพูด สิ่งที่เด็กๆพูดอย่าคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ การฟังลูกพูดนั้นจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และเป็นความสัมพันธ์ที่ใสสะอาดที่สร้างได้ง่าย ๆ

7. ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากว่าเด็กมักจะทำอะไรบกพร่อง เช่นทำข้าวของเสียหาย กระโดดโลดเต้นไปมาบนโซฟาในห้องรับแขก หรือวิ่งเล่นไปทั่วในบ้าน เราบางทีก็อาจจะบอกให้ลูกหยุด และห้ามไม่ให้ปฏิบัติสิ่งต่างๆพวกนั้น แต่ในเวลาเดียวกันเราต้องให้ลูกรู้ว่าเรายังรักเขา ซึ่งเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าลูกจะซนเพียงหรือผลการเรียนจะไม่ดี ช้าไม่ทันเพื่อน สุขภาพไม่แข็งแรง แต่เราก็ยังรักเขาอยู่เสมอ ให้ลูกรู้สึกมั่นใจและเข้าใจ เพราะพ่อแม่เป็นที่พึ่งของลูก และสามารถจะวิ่งเข้าไปหาได้เสมอ อย่าให้รางวัล หรือใบประกาศนียบัตรต่างๆที่ได้รับในชีวิต มาเป็นตัวตัดสิน

อ่านบทความดีๆ จากทาง โรงเรียน ได้ที่ นานาสาระ

อัพเดทล่าสุด

การทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดปัจจัยเชิงบวก เช่น การสื่อสาร ประสิทธิภาพการทำงาน ความไว้วางใจ และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือวิธีส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบัน คณาจารย์ และนักศึกษา