โรงเรียนบ้านดอนเสาธง

หมู่ที่ 7 บ้านดอนเสาธง ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84340

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

081 0858522

วิธีการฝึกสมาธิให้เด็กสมาธิสั้น

วิธี การฝึกสมาธิให้เด็ก สมาธิสั้น

การฝึกสมาธิให้เด็ก : โดยเฉพาะเด็กสมาธิสั้นมักมีลักษณะซุกซนมาก อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ และไม่รู้จักวางแผน ทำให้เกิดปัญหาต่อการเรียน การคบเพื่อน และความเป็นอยู่อื่นๆ ในชีวิตประจำวัน คุณพ่อคุณแม่ ก็คงที่จะคาดหวังให้ลูกของตนสามารถควบคุมตนเอง และมีสมาธินั่งเรียนในห้องเรียนอย่างเรียบร้อย และสามารถพัฒนาตนเองได้ โดยวิธีการหนึ่งที่จะช่วยได้คือ การปรับพฤติกรรม เพื่อให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ด้วยการเพิ่มสมาธิ ซึ่งหมายถึง การเพิ่มช่วงความสนใจ ความตั้งใจในการทำกิจกรรมตรงหน้าให้นานขึ้น ไม่วอกแวกง่าย มีความรอบคอบ และสามารถทำงานจนเสร็จโดยมีขั้นตอนดังนี้

การฝึกสมาธิให้เด็ก

การเพิ่มสมาธิ

แนวทางในการเพิ่มสมาธิให้กับเด็กนั้นมีได้หลากหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติตามวัยของเด็ก และความถนัดของผู้ดูแล สิ่งสำคัญเด็กต้องชอบรู้สึกสนุกและท้าทาย สรุปขั้นตอนการจัดกิจกรรมดังนี้

1. ช่วยลูกแบ่งขั้นตอนการทำงาน

เนื่องจากเด็ก ที่สมาธิสั้นไม่สามารถทำอะไรได้นาน การแบ่งย่อยงานและขั้นตอนในการทำงาน จะช่วยให้เด็กทำงานได้สำเร็จ จากนั้นค่อยๆ เพิ่มงานให้นานขึ้น การเพิ่มช่วงสมาธิที่นานขึ้น และทำงานได้สำเร็จรวมถึงได้รับคำชม จากของคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ดูแลจะช่วยให้เด็กภาคภูมิใจในตนเองอีกด้วย

 2. การกำกับลูกแบบตัวต่อตัว

การกำกับลูกแบบตัวต่อตัว คือ การใช้เวลาในการดูแลลูกในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยการนั่งอยู่กับลูก คอยกำกับเด็กแบบตัวต่อตัว จะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น อย่าปล่อยให้ลูกทำงานคนเดียว เพราะลูกอาจใจลอยได้ คุณควรนั่งทำงานของคุณอยู่เงียบๆ คอยถามเป็นระยะๆ เพื่อดึงสมาธิลูกกลับมาที่งาน

3. การหัดให้ลูกนั่งทำงานอย่างต่อเนื่อง

คุณควรฝึกให้ลูกทำงานอย่างต่อเนื่อง จะนั่งได้นานเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก การนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องคือ การให้เด็กนั่งทำงานโดยรู้ว่าจะครบเวลาที่กำหนดเมื่อใด จึงควรมีนาฬิกาจับเวลาด้วย เพื่อให้เด็กสามารถดูเวลาได้ เมื่อเด็กสามารถนั่งได้ตามเวลาที่กำหนดให้ชื่นชม และควรเพิ่มเวลาขึ้นอีกเล็กน้อยในครั้งต่อไป

4. นั่งสมาธิในเด็กโต

การนั่งสมาธิ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ได้ผลดี โดยการฝึกให้นั่งสงบและหลับตา โดยจะกำหนดภาวนาลมหายใจอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม หรืออาจให้เด็กนึกสร้างคำขึ้นในใจ เช่น “ฉันดีขึ้นทุกวัน” หรือบางที่อาจดัดแปลงการนั่งสมาธิ โดยให้ลูกนั่งสงบหลับตา แล้วฟังเพลงเบาๆ โดยไม่มีสิ่งรบกวน

5. ให้ทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานอย่างสร้างสรรค์

เช่น การออกกำลังกาย เด็กๆมักมีพลังงานมากมาย การออกกำลังกายจนเหนื่อยมากๆ จะช่วยให้เด็กมีสมาธิสดีขึ้น วุ่นวายน้อยลง และยังเป็นกิจกรรมที่สร้างวินัยให้เด็กด้วย การออกกำลังกายควรกระทำอย่างสม่ำเสมอ ตรงเวลาทุกวันและควรมีผู้ใหญ่ควบคุมให้ออกกำลังกายอย่างจริงจัง การออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิดีขึ้น ได้แก่ การวิ่ง ว่ายน้ำ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่กระทำคนเดียวไม่มีคนอื่นมาทำให้วอกแวก

6. การกำหนดจุดสนใจ

เราสามารถการกำหนดจุดสนใจโดยการสอนให้ลูกสังเกตจุดเด่นของสถานที่ต่างๆ วัตถุสิ่งของ ขณะผ่านเส้นทางต่างๆ ที่น่าสนใจ ถามว่าเห็นอะไรบ้างขณะที่ขับผ่าน เช่น รถ : ป้ายทะเบียนอะไร, ตู้ ATM : สีอะไร เป็นต้น

7. เพิ่มกิจกรรมสร้างสมาธิที่หลากหลาย

เพื่อให้ลูกฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องจากการทำงาน โดยให้ฝึกทั้งกิจกรรมที่ใช้การเคลื่อนไหวมาก เช่น เล่นกีฬา และกิจกรรมที่ไม่เคลื่อนไหวมาก เช่น การวาดรูประบายสี ตากผ้า ล้างรถ ถูบ้าน เป็นต้น

การลดสิ่งเร้า

1. หาสถานที่เงียบ ๆ ให้ลูกทำงาน

การจัดหาสถานที่ที่เหมาะสมให้เด็กทำการบ้าน อาจเป็นห้องที่เงียบปราศจากการรบกวนจากผู้อื่น ไม่มีเสียงโทรทัศน์ วิทยุ และเครื่องตกแต่งห้องควรมีน้อยชิ้น เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ควรมีตู้โชว์ที่มีของเรียงให้เห็นได้จากภายนอก โต๊ะไม่ควรมีสิ่งของเกะกะซึ่งทำให้เด็กวอกแวกได้ เช่น ของเล่นเป็นต้น

2. พยายามให้ลูกอยู่ในบรรยากาศที่มีสิ่งกระตุ้นน้อยที่สุด

  • ในชีวิตประจำวันควรให้ลูกอยู่ในที่สงบบ้าง เช่น ยามพักผ่อนควรมีโอกาสนั่งเงียบๆ ไม่มีคนพลุกพล่านหรือเวลาหลับควรให้หลับในห้องที่เงียบ
  • หากคุณต้องการพาลูกไปพักผ่อน การไปเที่ยวสำหรับเด็กสมาธิสั้นควรหลีกเลี่ยงการไปเที่ยวในสถานที่มีผู้คนพลุกพล่าน หรือมีสิ่งเร้ามากเกินไป เพราะเด็กจะถูกกระตุ้นทำให้ชนมากขึ้น อยู่ไม่นิ่งและควบคุมยาก ควรไปพักผ่อนในที่สงบ เช่น ตามชนบท สวนสาธารณะที่ไม่มีคนพลุกพล่าน การได้ใกล้ชิดธรรมชาติจะช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลายไม่ตึงเครียด
  • ไม่ควรดูโทรทัศน์มากเกินไป เพราะเป็นการกระตุ้นเด็กทำให้ยิ่งขาดสมาธิ นอกจากนี้ภาพในโทรทัศน์ยังอาจเป็นความก้าวร้าว รุนแรง ที่เด็กสามารถเลียนแบบได้ ควรเลือกรายการดีๆ เช่น สารคดีหรือรายการเกี่ยวกับธรรมชาติและควรมีผู้ใหญ่ดูอยู่ด้วยเพื่อช่วยอธิบายเพิ่มเติม

อ่านบทความดีๆจากทางโรงเรียน ได้ที่ นานาสาระ

อัพเดทล่าสุด

การทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดปัจจัยเชิงบวก เช่น การสื่อสาร ประสิทธิภาพการทำงาน ความไว้วางใจ และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือวิธีส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบัน คณาจารย์ และนักศึกษา